กล้องดิจิตอลถอดเปลี่ยนเลนส์ได้ - กล้อง EOS, กล้อง DSLR (กล้องโปร ) - Canon Thailand - Personal
  • 1
  • 2
  • 3
  • 4

สำหรับระดับเริ่มต้น

EOS 77D (Body) image
EOS 77D
  • Dual Pixel CMOS AF
  • ระบบออโต้โฟกัส 45- point All Cross-type
  • รองรับการเชื่อมต่อแบบไร้สาย Wi-Fi, NFC และ Bluetooth Low Energy
More details for EOS 77D
EOS 800D (Body) image
EOS 800D
  • Dual Pixel CMOS AF
  • ระบบออโต้โฟกัส 45- point All Cross-type
  • รองรับการเชื่อมต่อแบบไร้สาย Wi-Fi, NFC และ Bluetooth
EOS 760D (Body) image
EOS 760D
  • เซ็นเซอร์ CMOS ความละเอียด 24.2 ล้านพิกเซล
  • ใหม่! ระบบออโต้โฟกัส Hybrid CMOS AF III
  • ระบบออโต้โฟกัส 19 จุดแบบ cross type ทั้งหมด
  • มี WiFi และ NFC ในตัว
More details for EOS 760D
EOS 750D (Body) image
EOS 750D
  • เซ็นเซอร์ CMOS ความละเอียด 24.2 ล้านพิกเซล
  • ใหม่! ระบบออโต้โฟกัส Hybrid CMOS AF III
  • ระบบออโต้โฟกัส 19 จุดแบบ cross type ทั้งหมด
  • มี WiFi และ NFC ในตัว
EOS 700D (Body) image
EOS 700D
  • ระบบโฟกัสอัตโนมัติที่ครอบคลุมได้ถึง 9-จุด แบบ cross-type
  • ความเร็วในการถ่ายภาพต่อเนื่อง (ประมาณ 5 fps)
  • หน้าจอ Vari-angle Clear View LCD II
EOS 100D (Body) image
EOS 100D
  • ขนาดเล็ก และน้ำหนักเบาที่สุด
  • ใหม่! ระบบออโต้โฟกัสอัจฉริยะ Hybrid CMOS AF II
  • โหมดอัตโนมัติมากมาย ให้คุณสามารถถ่ายรูปสวยๆ ได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว
More details for EOS 100D
EOS 200D Kit (EF-S18-55 IS STM) image
EOS 200D
  • ขนาดกะทัดรัด น้ำหนักเบา
  • จับโฟกัสฉับไวในโหมด Live View ด้วยเทคโนโลยี Dual Pixel CMOS AF
  • หน้าจอแอลซีดีทัชสกรีน ปรับได้หลายทิศทาง
  • ระบบเชื่อมต่อ Wi-Fi / NFC / Bluetooth ประหยัดแบตเตอรี่
More details for EOS 200D
EOS 1300D Kit (EF S18-55 IS II) image
EOS 1300D
  • ค่า ISO 100 – 6400 (ขยายได้ถึง 12800)
  • เซนเซอร์แบบ APS-C ความละเอียดสูงถึง 18 ล้านพิกเซล
  • ชิปประมวลผลภาพ Digic 4+
  • ระบบออโตโฟกัส 9 จุด แบบ Crosstype ที่กึ่งกลางภาพ 1 จุด
  • มี WiFi และ NFC ในตัว
More details for EOS 1300D

สำหรับระดับมืออาชีพ

EOS 5D Mark IV (Body) image
EOS 5D Mark IV
  • เทคโนโลยี Dual Pixel CMOS AF
  • เซ็นเซอร์ CMOS ฟูลเฟรม ความละเอียด 30.4 ล้านพิกเซล
  • ถ่ายวิดีโอแบบ 4K (30p) พร้อมฟังก์ชั่น 4K Frame Grab
  • ระบบออโต้โฟกัส 61 จุด

    *หมายเหตุ : การอัพเกรดเฟิร์มแวร์นี้มีค่าบริการ โดยนำกล้องไปติดต่อที่ศูนย์บริการของแคนนอนเพื่อใช้บริการ โดยจะเปิดให้บริการในเดือน กรกฏาคม 2560 นี้
More details for EOS 5D Mark IV
EOS-1D X Mark II (Body) image
EOS-1D X Mark II
  • เซนเซอร์ 35mm full frame CMOS ความละเอียด 20.2 ล้านพิกเซล และชิปประมวลผลภาพ Dual DIGIC 6+
  • ปรับค่า ISO ได้สูงสุดถึง 409,600
  • ถ่ายวิดีโอคุณภาพระดับ 4K 60p/50p พร้อมฟังก์ชั่น 4K Frame Grab และถ่ายวิดีโอ Full HD 120p/100p ด้วยโหมด High Frame Rate
  • ดูตัวอย่างรูปถ่ายและภาพยนตร์จากกล้องดิจิตอล EOS 1DX Mark II ได้ ที่นี่
More details for EOS-1D X Mark II
EOS-1D C image
EOS-1D C
  • รองรับการบันทึกภาพยนตร์ขนาด 4k
  • วิดีโอคุณภาพ 1080p ที่ความเร็ว 50/60fps มีระบบ Canon Log Gamma
  • รองรับ HDMI output แบบไม่บีบอัดไฟล์ ระดับ Full HD 8บิต 4.2.2
  • เซ็นเซอร์ CMOS แบบฟูลเฟรม ความละเอียด 18.1 ล้านพิกเซล
  • ระบบโฟกัสอัตโนมัติ 61 จุด
  • ค่าความไวแสง ISO 100 - 25600
More details for EOS-1D C
EOS-1D X (Body) image
EOS-1D X
  • เซ็นเซอร์รับภาพ CMOS ขนาดฟูลเฟรม 18.1 ล้านพิกเซล
  • ชิปประมวลผลภาพใหม่ล่าสุด Dual DiGiC 5+
  • ถ่ายภาพต่อเนื่องความเร็วสูง 12 ภาพต่อวินาที (เพิ่มได้สูงถึง 14 ภาพต่อวินาที)
  • ISO 100-51200 (สามารถขยายได้ถึง ISO 50-204,800)
More details for EOS-1D X
EOS 5DS R (Body) image
EOS 5DS R
  • เซ็นเซอร์ CMOS แบบฟูลเฟรม ความละเอียด 50.6 ล้านพิกเซล
  • ชิปประมวลผลภาพ Dual DIGIC 6
  • เซ็นเซอร์วัดแสงแบบ RGB + IR 150,000 พิกเซล 252 โซน
More details for EOS 5DS R
EOS 5DS (Body) image
EOS 5DS
  • เซ็นเซอร์ CMOS แบบฟูลเฟรม ความละเอียด 50.6 ล้านพิกเซล
  • ถ่ายภาพต่อเนื่องความเร็วสูงสุดถึง 5 เฟรมต่อวินาที
  • ระบบออโต้โฟกัส 61 จุดแบบ High-Density Reticular
  • ระบบจดจำและติดตามวัตถุอัจฉริยะ EOS iTR
More details for EOS 5DS
EOS 5D Mark III (Body) image
EOS 5D Mark III
  • เซ็นเซอร์ CMOS แบบ Full-frame ความละเอียด 22.3 ล้านพิกเซล
  • ช่วง ISO 100-25600, ขยายได้ถึง 102400
  • ระบบโฟกัสรุ่นใหม่ 61จุด แบบ High Density Reticular AF
More details for EOS 5D Mark III

สำหรับระดับกึ่งมืออาชีพ

EOS 6D (Body) image
EOS 6D
  • เซ็นเซอร์ CMOS ขนาดฟูลเฟรม ความละเอียด 20.2 ล้านพิกเซล
  • ค่าความไวแสงกว้างถึง ISO 100 – 25600 (ขยายเพิ่มได้ถึง L:50, H1:51200, H2:102400)
  • มี WiFi และ GPS ในตัวกล้อง**
More details for EOS 6D
EOS 6D Mark II (Body) image
EOS 6D Mark II
  • เซ็นเซอร์ภาพ CMOS แบบฟูลเฟรม ความละเอียด 26.2 ล้านพิกเซล
  • เทคโนโลยี Dual Pixel CMOS AF
  • ระบบออโต้โฟกัสแบบ cross-type ทั้งหมด 45 จุด ถ่ายภาพต่อเนื่องสูงสุด 6.5 เฟรมต่อวินาที
  • ความไวแสง ISO 100 – 40000 (ขยายได้ถึง 102400)
  • ระบบ GPS พร้อมฟังก์ชั่นเชื่อมต่อ Wi-Fi, NFC และบลูทูธ ช่วยประหยัดแบตเตอรี่
EOS 7D Mark II (Body) image
EOS 7D Mark II
  • เทคโนโลยี Dual Pixel CMOS AF
  • ชิปประมวลผลภาพ Dual DIGIC 6 image / เซ็นเซอร์ CMOS ขนาด APS-C ความละเอียด 20.2 ล้านพิกเซล
  • ระบบออโต้โฟกัสแบบ Cross Type 65 จุดทุกตำแหน่ง / ถ่ายภาพต่อเนื่อง 10 เฟรมต่อวินาที & 10 fps
More details for EOS 7D Mark II
EOS 80D (Body) image
EOS 80D
  • เซนเซอร์ APS-C CMOS ความละเอียด 24.2 ล้านพิกเซล ชิปประมวลผลระดับ DIGIC 6
  • ISO ขยายได้ถึง ISO 25600
  • ระบบออโต้โฟกัส 45 จุด แบบ cross type ทุกจุด
  • เพิ่มระบบออโตโฟกัสแบบพิเศษ Dual Pixel CMOS AF
More details for EOS 80D

Advanced 14-bit A/S Conversion

กล้อง EOS DSLR ของแคนนอน ใช้เทคโนโลยีสุดล้ำแบบ 14-bit converter เพื่อการทำงานของเซ็นเซอร์รับภาพที่ให้ผลลัพท์อันยอดเยี่ยม อาทิ การไล่ระดับโทนภาพที่กลมกลืน การไล่เฉดสีที่สวยเป็นธรรมชาติอย่างเหลือเชื่อ ตลอดจนความถูกต้องเที่ยงตรงของสีที่เหนือกว่า กล้อง EOS DSLR จะบันทึกไฟล์ภาพแบบ RAW ที่ค่า 14 bits และบันทึกภาพในสกุล TIFF ด้วยค่า 16 bits ซึ่งสามารถเก็บรายละเอียดโทนสีได้อย่างครบถ้วนสมจริงตามที่เซ็นเซอร์รับภาพได้

Auto Lighting Optimizer

ฟังก์ชั่น Auto Lighting Optimizer จะทำการปรับค่าความสว่างและคอนทราสต์ของภาพโดยอัตโนมัติ เพื่อให้ภาพที่ได้มีระดับแสงที่สมบูรณ์แบบและสมดุลที่สุด ภาพในส่วนที่มืดหรือสว่างเกินไปจะถูกแก้ไขอย่างง่ายดายโดยยังคงเก็บรายละเอียดครบถ้วนแม้ในส่วนที่เป็นเงามืดและส่วนที่มีแสงจ้า ฟังก์ชั่น Auto Lighting Optimizer สามารถเลือกตั้งค่าเป็นแบบอัตโนมัติหรือปรับเปลี่ยนได้ตามต้องการเมื่อใช้งานในโหมดอื่นๆ โดยยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในกระบวนการหลังการถ่ายภาพในแบบ RAW ได้อีกด้วย  

Chromatic Aberration Correction

ความคลาดเคลื่อนสี หรือที่มักเรียกกันว่า “สีเหลื่อม” เป็นอาการที่พบได้ทั่วไปในการถ่ายภาพระบบดิจิตอล  สาเหตุเกิด
จากการที่สีไม่ได้ถูกโฟกัสผ่านเลนส์ในตำแหน่งที่ถูกต้องบนเซ็นเซอร์ ปัญหานี้แก้ไขได้ด้วยฟังก์ชั่นแก้ไขความคลาดเคลื่อน
สีที่มีในกล้อง EOS DSLR เฉพาะรุ่น โดยกล้องรุ่นที่มีฟังก์ชั่นดังกล่าวจะถูกบันทึกข้อมูลการแก้ไขค่าความคลาดสำหรับ
เลนส์หลากหลายรุ่น ช่วยให้นักถ่ายภาพไม่ต้องยุ่งยากกับการตั้งค่าใหม่ทุกครั้งที่เปลี่ยนเลนส์
 

CMOS Sensor

นวัตกรรมเซ็นเซอร์ CMOS ซึ่งถูกพัฒนาโดยแคนนอน ทำให้ภาพถ่ายที่ได้มีความคมชัดอย่างเหลือเชื่อ และยังสิ้นเปลืองพลังงานน้อยลงจากการลดการดึงพลังงานจากแบตเตอรี่ที่ไม่จำเป็น ซึ่งทำให้กล้องใช้งานได้นานยิ่งขึ้น กล้องที่มีเซ็นเซอร์ CMOS จะมีความไวในการตอบสนองสูง อันเนื่องมาจากความเร็วในการส่งผ่านข้อมูลที่เพิ่มขึ้นด้วยการใช้รูปแบบการส่งสัญญาณแบบหลายช่องทาง (multi-channel signal paths)

เทคโนโลยีเซ็นเซอร์ CMOS ของแคนนอน จะเพิ่มความเร็วในกระบวนการส่งผ่านข้อมูลสัญญาณภาพจากเซ็นเซอร์ไปยังระบบประมวลผลภาพซึ่งพิกเซลแต่ละจุดจะมีตัวขยายสัญญาณเฉพาะ แม้จะถ่ายด้วยค่า ISO สูงมาก ความละเอียดและคุณภาพของภาพก็ยังคงอยู่ครบถ้วนโดยมี noise ต่ำ low-pass filter จะทำหน้าที่ขจัดสีเพี้ยนซึ่งเซ็นเซอร์ CMOS ตรวจจับได้ โดยยังคงรายละเอียดที่ครบถ้วนในกระบวนการสร้างภาพ กล้อง EOS รุ่นต่างๆ จะมาพร้อม low-pass filters ที่แตกต่างกันไป



สำหรับกล้อง EOS DSLR แบบฟูลเฟรม ไม่จำเป็นต้องใช้ focal length conversion factor ในการคำนวณสำหรับเลนส์เสริมต่างๆ เนื่องจากกล้อง EOS ชนิดฟูลเฟรมจะให้มุมรับภาพแบบเดียวกับกล้องฟิล์ม 35 mm คุณสมบัติเฉพาะตัวนี้ช่วยให้การควบคุมระดับความชัดตื้น-ลึกทำได้ดีกว่า การถ่ายภาพพอร์ทเทรตและโคลสอัพจึงออกมาสวยงามด้วยฉากหลังที่เบลอได้มากเป็นพิเศษ นอกจากนี้เซ็นเซอร์ CMOS แบบฟูลเฟรมยังมีพื้นที่รวมแสงใหญ่กว่าจึงช่วยลด noise ในภาพได้อย่างดีเยี่ยมแม้จะถ่ายด้วยค่า ISO ใดก็ตาม
 

DIGIC Imaging Processor

จากกระบวนการจับภาพไปสู่ขั้นตอนการบันทึกภาพเป็นไปอย่างต่อเนื่องไม่มีสะดุดได้ด้วยเทคโนโลยีการประมวลผลภาพสุดล้ำที่บรรจุอยู่ในชิปประมวลผลภาพ DIGIC โดยเมื่อทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์ CMOS ระบบประมวลผล DIGIC จะใช้อัลกอริธึ่มประมวลสัญญาณแบบพิเศษและการบัฟเฟอร์ DDR-SDRAM ความเร็วสูง ทำให้กล้องมีความไวในการตอบสนองดีเยี่ยม ผลที่ได้คือประสบการณ์การถ่ายภาพแบบฉับพลันที่ยังให้คุณภาพของภาพสวยสมจริงอย่างที่ใครก็ไม่อาจปฏิเสธ

ความเร็วที่มากเป็นพิเศษของระบบประมวลผลภาพ DIGIC ยังช่วยเอื้อต่อฟังก์ชั่นอื่นๆ ของกล้องอีกมากมาย เช่น ระบบโฟกัสแบบตรวจจับใบหน้าอัตโนมัติ (Live Face Detection AF) การบันทึกภาพเคลื่อนไหวแบบ HD, Auto Lighting Optimizer และการแก้ปัญหาขอบภาพดำ (Lens Peripheral Illumination Correction)    
 

EOS Integrated Cleaning System

ระบบการทำความสะอาดเฉพาะสำหรับกล้อง EOS ถูกออกแบบมาเพื่อให้การถ่ายภาพเป็นไปได้อย่างเต็มประสิทธิภาพแม้ในสภาพแวดล้อมที่สมบุกสมบันและเสี่ยงต่อการที่ฝุ่นจะเข้าไปในตัวเครื่อง โดยระบบนี้จะทำหน้าที่ลดการเกิดจุดหรือรอยดำบนภาพที่เกิดจากฝุ่นด้วยการกำจัดฝุ่นออกจากเซ็นเซอร์กล้องผ่านกลไกเฉพาะในตัวเครื่อง หรือผ่านซอฟท์แวร์ Digital Photo Professional (DPP)

หากฝุ่นสามารถเล็ดลอดผ่านเข้าไปถึง low-pass filter ระบบจะสร้างแรงสั่นสะเทือนจากคลื่นความถี่สูง เพื่อเขย่าให้ฝุ่นหลุดออก ฟังก์ชั่นนี้จะทำงานอัตโนมัติทุกครั้งที่เปิดหรือปิดกล้อง โดยฝุ่นจะถูกจับไว้ที่บริเวณแผ่นบุที่มีความเหนียวซึ่งหุ้มอยู่โดยรอบฟิลเตอร์ เพื่อกันไม่ให้ตกลงไปยังฟิลเตอร์ได้อีก

สำหรับการทำความสะอาดผ่านซอฟท์แวร์ เพียงแค่ถ่ายรูปบนพื้นผิวที่มีสีขาวล้วนเพื่อสร้างเป็นข้อมูลการกำจัดฝุ่น (Dust Delete Data) ข้อมูลนี้จะทำหน้าทีเป็นเหมือนแผนที่สำหรับเซ็นเซอร์ในการกำหนดตำแหน่งของฝุ่น ซึ่งจะถูกนำไปใช้สำหรับแก้ปัญหาภาพทุกภาพที่เปิดผ่านซอฟท์แวร์ Digital Photo Professional (DPP) เวอร์ชั่น 3.2 เป็นต้นไป เพื่อลด
เอฟเฟคท์จุดหรือรอยเลอะที่เกิดจากฝุ่นโดยอัตโนมัติ
 

Highlight Tone Priority

ฟังก์ชั่น Highlight Tone Priority จะช่วยแก้ปัญหารายละเอียดภาพหายไปในส่วนที่สว่างมากกว่าปกติ โดยจะทำการขยายการไล่ระดับแสงในบริเวณที่สว่าง ทำให้เห็นรายละเอียดของภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้นพร้อมสีสันที่สดอิ่มและสมจริงกว่าเดิม  

Lens Peripheral Illumination Correction

ฟังก์ชั่นแก้ไขภาพนี้จะเพิ่มความสว่างบริเวณขอบภาพที่มืดหรือดำ เพื่อให้ภาพมีคุณภาพดีขึ้น โดยกล้องจะตรวจหาค่า Lens Peripheral Illumination Correction ซึ่งเป็นค่าเฉพาะในเลนส์แต่ละชนิดโดยอัตโนมัติและทำการบันทึกข้อมูลในรูปแบบไฟล์ภาพ JPEG ซึ่งคุณสามารถโหลดค่าความสว่างและข้อมูลการแก้ไขลงมายังซอฟท์แวร์ EOS Utility ของกล้องแคนนอนได้ด้วยตัวเอง โดยข้อมูลเหล่านี้ยังมีพร้อมให้แล้วในซอฟท์แวร์ Digital Photo Professional (DPP) สำหรับกระบวนการ post processing ของการถ่ายภาพแบบ RAW  

Autofocus Technology

หนึ่งในเทคโนโลยีที่ทำให้กล้อง EOS DSLR โดดเด่นและแตกต่างจากกล้องอื่นๆ ก็คือระบบออโต้โฟกัสแบบหลายจุด (multi-point AF) ซึ่งเป็นที่ยอมรับในด้านความไวในการตอบสนองและความแม่นยำในการจับโฟกัสภาพที่เหนือกว่าในทุกสภาวะการถ่ายภาพ

กล้อง EOS-1D X และ EOS 5D Mark III มีระบบโฟกัสแบบ 61-point High Density Reticular AF พร้อม 41-cross type points ซึ่งครอบคลุมพื้นที่โฟกัสกว้างกว่า มีความแม่นยำในการโฟกัสที่สูงเป็นพิเศษ รวมทั้งความสามารถในการติดตามวัตถุที่เพิ่มขึ้น ระบบ AF อัจฉริยะนี้มาพร้อมกับ AF Configuration Tool ใหม่ล่าสุด ที่ใช้ควบคุมตัวแปรในโหมด AI Servo AF ให้เหมาะสมกับสภาวะการถ่ายภาพในรูปแบบต่างๆ ตัวแปรเหล่านี้จะทำหน้าที่กำหนดระดับความอ่อนไหวในการติดตามวัตถุ การเพิ่มและลดความเร็วในการติดตามวัตถุ และการเปลี่ยนจุด AF โดยอัตโนมัติ

และที่สุดแห่งความยอดเยี่ยมหนึ่งเดียวจากกล้อง EOS-1D X ก็คือ EOS Intelligent Tracking and Recognition (iTR) เทคโนโลยีการจดจำข้อมูลทางสีสันและการตรวจจับใบหน้าเพื่อการติดตามวัตถุหรือบุคคลที่ถ่าย โดยการติดตามและโฟกัสวัตุหรือบุคคลในโหมดนี้จะอาศัยเทคโนโลยีในการจดจำสีและใบหน้า เพื่อให้ช่างภาพสามารถให้ความสนใจกับการจัดองค์ประกอบภาพได้มากขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับการถ่ายภาพกีฬา

และในสถานการณ์ที่แสงน้อยมาก กล้อง EOS 6D ซึ่งมาพร้อมระบบออโต้โฟกัสแบบ 11-Point AF และมีความไวในการตอบสนองถึงระดับ EV-3 ที่จุด AF กึ่งกลาง ก็เป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับการถ่ายภาพในยามค่ำคืนที่สวยงามเป็นพิเศษ

ล่าสุดได้มีการอัพเดทเฟิร์มแวร์สำหรับกล้อง EOS-1D X เพื่อเสริมขีดความสามารถของระบบ AF ที่ซับซ้อนให้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น โดยการอัพเดทครั้งนี้ได้ทำการแก้ไขข้อมูลการแสดงผลบนช่องมองภาพ เช่น การเปลี่ยนให้จุด AF point  เป็นสีแดงเมื่อทำการโฟกัสแบบอัตโนมัติหรืออยู่ในโหมด AI Servo AF รวมถึงจุด AF บริเวณกึ่งกลางก็ยังสามารถใช้ในการออโต้โฟกัสได้แล้วเมื่อกล้องถูกใช้กับเลนส์หรือส่วนขยายเลนส์ที่มีค่ารูรับแสงสูงสุดถึง f/8
 
One-Shot AF
สำหรับการถ่ายภาพนิ่ง เช่นภาพพอร์ทเทรต โหมด One-Shot AF เป็นโหมดที่เหมาะสมและเป็นที่นิยมมากที่สุด ในโหมดนี้ กล้องจะทำการเลือกจุดโฟกัสหลักพร้อมกับดึงองค์ประกอบโดยรอบให้อยู่ในระยะโฟกัสทันที


AI Servo AF
ตรงกันข้ามกับ One-Shot AF โหมด AI Servo AF ถูกออกแบบมาสำหรับการถ่ายภาพวัตถุที่เคลื่อนไหวโดยเฉพาะ ในโหมดนี้ กล้องจะทำการตรวจจับและติดตามวัตถุหรือบุคคลที่เคลื่อนไหวภายในพื้นที่ระยะโฟกัสที่กว้าง โดยจุดโฟกัสจะเคลื่อนที่ไปมาตามแนวตั้งและแนวนอนเพื่อติดตามวัตถุที่กำลังถ่ายอย่างต่อเนื่อง


AI Focus AF
ในสถานการณ์ที่วัตถุที่ต้องการถ่ายมีลักษณะการเคลื่อนไหวไม่คงที่ โหมด AI Focus AF จะช่วยให้กล้องทำการสลับไปมาระหว่างโหมด One-Shot AF และ AI Servo AF โดยอัตโนมัติ ตามรูปแบบการเคลื่อนไหวของวัตถุในขณะนั้น


Durability

ด้วยอัจฉริยภาพแห่งการรังสรรค์นวัตกรรมกล้องคุณภาพจากรุ่นสู่รุ่น กล้อง EOS ของแคนนอนอาจเรียกได้ว่าเป็นความอัศจรรย์แห่งการถ่ายภาพที่ผ่านบททดสอบแห่งกาลเวลาโดยแท้จริง เพื่อคงคุณภาพในระดับยอดเยี่ยมตลอดมา กล้อง EOS ทุกรุ่นจึงถูกสร้างสรรค์ขึ้นจากวัสดุชั้นเลิศด้วยความใส่ใจในทุกรายละเอียด

แมกนีเซี่ยมอัลลอย ซึ่งมีคุณสมบัติเบาแต่แข็งแกร่ง เป็นวัสดุหลักที่ใช้ในการผลิตตัวบอดี้ของกล้องรุ่นท็อปเกือบทุกรุ่น โดยยังสามารถป้องกันคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้เป็นอย่างดี พร้อมการเคลือบสีที่มีความทนทานและเกาะตัวแน่นในทุกอณู ทำให้กล้องทนต่อความชื้นและฝุ่นได้ดีเยี่ยม จึงพร้อมเผชิญทุกสถานการณ์แม้ในสภาวะการถ่ายภาพที่สมบุกสมบัน
 

Exposure Control

องค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งในการถ่ายภาพให้ออกมาสวยก็คือการเปิดรับแสง กล้อง EOS DSLR ช่วยให้คุณสามารถควบคุมการตั้งค่าเปิดรับแสงได้หลากหลายระดับตามต้องการด้วยระบบ Auto Exposure (AE) ที่มีความแม่นยำสูงเป็นพิเศษ พร้อมตัวเลือกสำหรับการวัดแสงที่หลากหลาย

การวัดแสงแบบเฉลี่ยทั้งภาพ (Evaluate Metering)
การวัดแสงแบบเฉลี่ยทั้งภาพ ระบบจะทำการแบ่งพื้นที่ในการวัดแสงเป็นพื้นที่ย่อยๆ หลายส่วน ซึ่งแตกต่างกันไปตั้งแต่ 35-252 ส่วน ตามแต่รุ่นของกล้อง ค่าที่ได้จากการวัดแสงในพื้นที่ส่วนต่างๆ จะถูกวิเคราะห์โดยระบบไมโครคอมพิวเตอร์ภายในกล้อง และทำการเลือกค่าแสงที่เหมาะสมที่สุดให้กับภาพที่ต้องการถ่าย

การวัดแสงแบบเฉลี่ยหนักกลางภาพ (Center-Weighted Average Metering)
การวัดแสงแบบเฉลี่ยหนักกลางภาพ ระบบจะอ่านค่าแสงทั่วทั้งภาพ โดยจะเน้นที่บริเวณส่วนกลางของภาพซึ่งมักเป็นตำแหน่งของวัตถุที่ต้องการถ่ายเป็นหลัก และกระจายน้ำหนักแสงออกโดยรอบเพื่อให้ได้ค่าความสว่างที่พอดี

การวัดแสงเฉพาะส่วน (Partial Metering)
การวัดแสงแบบเฉพาะส่วน ระบบจะทำการวัดแสงบริเวณส่วนกลางของช่องมองภาพเป็นหลัก โดยมีพื้นที่ในการวัดแสงที่ใหญ่กว่าแบบ Spot Metering มักใช้สำหรับวัดแสงในภาพที่บริเวณรอบเฟรมมีความสว่างหรือมืดกว่าปกติ

การวัดแสงเฉพาะจุด (Spot Metering)
การวัดแสงเฉพาะจุด ระบบจะทำการวัดแสงในพื้นที่ที่เล็กมากๆ ซึ่งมักเป็นบริเวณตรงกลางภาพ โดยในกล้อง EOS รุ่นสูง การวัดแสงแบบจุดนี้สามารถเลื่อนตำแหน่งไปรอบๆ เพื่อเชื่อมต่อกับจุด AF ได้ด้วย

นอกจากนี้ ในกล้อง EOS 5D MARK III ยังมาพร้อมเทคโนโลยีล่าสุดที่คิดค้นเป็นพิเศษสำหรับกล้องรุ่นนี้ นั่นคือ เซ็นเซอร์วัดแสงIntelligence Focus Color Luminance (iFCL) แบบ 63 โซน ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับระบบ 61-Point High-Density Reticular AF ของกล้องโดยเฉพาะ ระบบเลเยอร์คู่นี้จะแก้ปัญหาภาพมืดกว่าปกติเมื่อต้องถ่ายภาพที่มีสีแดงมากเป็นพิเศษ โดยเลเยอร์หนึ่งจะมีความไวต่อแสงสีแดง/เขียว และอีกเลเยอร์หนึ่งมีความไวต่อแสงสีน้ำเงิน/เขียว ระบบจะทำการอ่านค่าแสงจากทั้งสองเลเยอร์ควบคู่กันแล้วคำนวณออกมาเป็นค่าแสงที่แม่นยำที่สุด

สำหรับกล้อง EOS 1D-X มาพร้อมเซ็นเซอร์วัดแสง RGB ใหม่ล่าสุด ซึ่งประกอบด้วยจำนวนพิกเซลถึงประมาณ 100,000 พิกเซล พร้อมพื้นที่ในการวัดแสงมากถึง 252 โซน หรือ 35 โซนสำหรับการวัดแสงในที่มีแสงน้อย นอกจากนี้ ระบบการวิเคราะห์วัตถุอัจฉริยะ หรือ Intelligent Subject Analysis (iSA) ที่เกิดจากชิปประมวลผลอัจฉริยะ DIGIC 5 ยังทำหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลค่าสีและการตรวจจับวัตถุเพื่อทำการชดเชยค่าความสว่างที่เหมาะสมอีกด้วย

 

High-Speed Continuous Shooting

บางครั้งภาพเหตุการณ์หรือสิ่งที่น่าประทับใจต่างๆ ก็เกิดขึ้นในเสี้ยววินาที และกล้อง EOS DSLR ก็พร้อมรับมือกับเรื่องนี้ได้อย่างดีเยี่ยม เพื่อให้สามารถเก็บช่วงเวลาอันน่าตื่นตะลึงที่เกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตาได้อย่างทันท่วงที กล้อง EOS บางรุ่นจึงมาพร้อมโหมดการถ่ายภาพต่อเนื่องความเร็วสูงสุดถึง 12 เฟรมต่อวินาที โดยในกล้องรุ่น EOS-1D X ยังมีโหมด Super High Speed ที่สามารถถ่ายภาพต่อเนื่องความเร็วสูงสุดถึง 14 เฟรมต่อวินาที (ในโหมด One-Shot AF) ซึ่งเป็นกล้องรุ่นแรกในโลกที่ทำได้*

สำหรับการถ่ายภาพด้วยความเร็วสูง การตอบสนองที่ไวของกล้องเป็นสิ่งสำคัญ ค่าความหน่วงชัตเตอร์สำหรับกล้อง EOS นั้นต่ำเพียง 55 ไมโครวินาที และยังสามารถตั้งค่าเองในโหมด Custom Functions เพื่อลดค่าความหน่วงให้ต่ำสุดได้ถึง 36 ไมโครวินาทีเลยทีเดียว

* รายแรกของโลก จากการสำรวจของแคนนอน ณ เดือนเมษายน 2012


Intelligent Viewfinder

หน้าที่หลักของช่องมองภาพก็คือการตีกรอบเพื่อสร้างช็อตที่สมบูรณ์แบบที่สุดในการถ่ายภาพ ในกล้อง DSLR รุ่นท็อปจึงถูกออกแบบให้มีช่องมองภาพที่สามารถเก็บมุมมองภาพตามจริงได้เกือบ 100% โดยในกล้อง EOS-1D X ยังสามารถปรับมุมมองได้ถึง 35 องศา พร้อมกำลังขยาย 0.76x และเลนส์แก้ความคลาดทรงกลม (Aspherical Lens) ที่ช่วยลดการผิดเพี้ยนและแก้ความคลาดสี ทำให้ภาพที่ได้มีความชัดใสและคมมากกว่า

ช่องมองภาพรุ่นใหม่ล่าสุดนี้ถูกเคลือบด้วยคริสตัลเหลวเพื่อให้การแสดงผลต่างๆ บนหน้าจอ ไม่ว่าจะเป็นจุดและพื้นที่โฟกัส การแสดงเส้นตารางทั้งในแนวตั้งและแนวนอน (On-demand grid lines) หรือวงกลมแสดงตำแหน่งการวัดแสงแบบจุด (Spot metering circle) มีความชัดเจนและแม่นยำเป็นพิเศษ ช่องมองภาพอัจฉริยะมาพร้อมกับกล้องรุ่น EOS-1D X, EOS 5D MARK III และ EOS 7D ซึ่งช่วยให้คุณสามารถอ่านข้อมูลการถ่ายภาพที่หลากหลายได้ดียิ่งขึ้นเมื่อต้องการรวมช็อตเข้าด้วยกัน

และเพื่อไม่ให้หน้าจอช่องมองภาพเต็มไปด้วยไอค่อนและตัวเลขที่ดูรก คุณสามารถเลือกการแสดงผลแบบรวมข้อมูลไว้ด้วยกันตามต้องการ หรือปรับให้ไม่มีการแสดงข้อมูลใดๆ เพื่อการถ่ายภาพที่ชัดเจนและเต็มตา

 


EOS 1D X AF system



AF Points Display
จุด AF ที่เลือกจะถูกแสดงหรือซ่อนตามความต้องการ

Hide All
เมื่อทำการกำหนดค่าการเปิดรับแสงและจุดโฟกัสเรียบร้อยแล้ว ข้อมูลทั้งหมดจะถูกซ่อนไม่ให้แสดงบนหน้าจอ เพื่อให้คุณจัดการกับองค์ประกอบภาพได้เต็มที่และถ่ายภาพได้โดยไม่มีสิ่งรบกวน

Grid Display
แสดงเส้นตารางบนช่องมองภาพ เพื่อให้การจัดองค์ประกอบและวางเฟรมภาพถ่ายทำได้สะดวกยิ่งขึ้น

Spot Metering Display
แสดงเฉพาะพื้นที่ที่ทำการวัดแสงแบบจุด และซ่อนพื้นที่วัดแสงส่วนอื่นและจุดโฟกัสไว้

Dual Axis Electronic Level Display
โหมดนี้มีในกล้องเฉพาะรุ่น โดยบนหน้าจอ LCD หรือช่องมองภาพ จอแสดงภาพจะถูกปรับให้พลิกขึ้นทั้งในแนวแกนตั้งและแกนนอน (pitch and roll) ด้านละ 1 องศา ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับการถ่ายภาพทิวทัศน์หรือสถาปัตยกรรม

Multi Shot Noise Reduction

จากนี้ไปการถ่ายภาพที่มีรายละเอียดครบถ้วนและ noise ที่ต่ำมากด้วยค่า ISO สูง จะเป็นจริงได้ด้วยฟังก์ชั่น Multi Shot Noise Reduction โดยกล้องจะทำการถ่ายภาพต่อเนื่องจำนวน 4 ช็อต และนำมาซ้อนกันเพื่อให้ได้ภาพสุดท้ายที่มี noise น้อยที่สุด ฟังก์ชั่นนี้ยังช่วยลดการเบลอที่เกิดจากการสั่นของกล้องเมื่อถ่ายภาพแบบไม่ใช้ขาตั้งกล้องในที่มีแสงน้อยอีกด้วย  

Operability and Custom Functions

การถ่ายภาพต่อเนื่องเป็นเวลาหลายชั่วโมงจะเป็นเรื่องที่สบายยิ่งกว่าเคยด้วยกล้องที่ถูกออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ เพื่อให้จับถนัดมือและใช้งานได้คล่องตัวยิ่งขึ้น กล้อง EOS-1D X และ EOS 5D Mark III ถูกออกแบบเพื่อตอบสนองความต้องการดังกล่าวของช่างถ่ายภาพระดับมืออาชีพได้อย่างแท้จริง

ปุ่มกดและแผงหมุนสำหรับควบคุมฟังก์ชั่นต่างๆ บนตัวกล้องถูกออกแบบเพื่อรองรับการสั่งการด้วยมือขวา ขณะที่ปุ่มคำสั่งในการรับชมภาพและกระบวนการภายในตัวกล้องจะถูกกำหนดด้วยมือซ้าย กล้อง EOS ส่วนใหญ่จะมาพร้อมปุ่ม Custom Functions ที่ถูกจัดวางไว้บริเวณด้านหน้าเพื่อการเข้าถึงคำสั่งที่ใช้บ่อยได้อย่างรวดเร็ว โดยสามารถกำหนดค่า Custom Functions ได้ด้วยตัวเองผ่านทางเมนูของกล้อง

กล้อง EOS ถูกออกแบบให้ใช้งานง่ายและสะดวกสบาย ด้วย grip ที่จับถนัดมือ รวมถึงการจัดวางปุ่มกดต่างๆ อย่างเป็นระบบ ทำให้การถ่ายภาพอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานเป็นไปได้อย่างราบรื่น แม้แต่ภารถ่ายภาพในแนวตั้ง grip ของกล้องก็ถูกออกแบบให้สามารถกดปุ่มได้ง่ายเช่นกัน

และเพื่อเป็นการลดขั้นตอนที่ยุ่งยากในการเข้าสู่เมนูเพื่อตั้งค่าต่างๆ ปุ่ม Quick Menu จึงถูกสร้างขึ้นเพื่อมอบประสบการณ์การถ่ายภาพที่คล่องตัวกว่าเดิม โดยฟังก์ชั่นและการสั่งการต่างๆ จะถูกรวมไว้ด้วยกันในเมนูเดียวเพื่อการเข้าถึงได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น เพื่อเวลาที่เหลือสำหรับการวางองค์ประกอบและถ่ายภาพให้ออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด
 

Silent Shutter Mode

โหมดSilent Shutter ที่มีให้ในกล้อง EOS 5D Mark III และ EOS 6D เป็นฟังก์ชั่นในฝันสำหรับผู้ที่รักการถ่ายภาพแบบอิสระ โดยโหมดนี้ ชัตเตอร์และ mirror’s reflex จะทำงานช้าลงเพื่อลดการเกิดเสียงรบกวนขณะกดชัตเตอร์  

Built-in Wi-Fi and built-in GPS

กล้อง EOS 6D มาพร้อมตัวรับสัญญาณ Wi-Fi และระบบ GPS ภายในตัว เพื่อรองรับการแชร์ภาพถ่ายแบบทันใจผ่าน Social network ซึ่งเป็นเทรนด์ยอดฮิตสำหรับคนทุกวัยในยุคปัจจุบัน

คุณสามารถถ่ายและแชร์ภาพหรือวิดีโอระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ ผ่านระบบการส่งไฟล์แบบไร้สายได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายแค่เพียงปลายนิ้วสัมผัส คุณยังสามารถแชร์ไฟล์ภาพนิ่งสกุล JPEG และภาพเคลื่อนไหวระหว่างกล้องแคนนอนด้วยกันได้โดยตรงผ่านระบบ LAN

แบบไร้สายที่มีมาให้ในตัวเครื่อง นอกจากนี้ คุณยังสามารถแชร์ภาพถ่ายและวิดีโอไปยังเครื่องเล่นที่ผ่านมาตรฐาน DLNA ผ่านการเชื่อมต่อ LAN แบบไร้สาย เพื่อสตรีมและรับชมได้ทันที อีกหนึ่งฟังก์ชั่นที่เหนือกว่าจาก EOS 6D ก็คือการสั่งพิมพ์ภาพไปยังพรินเตอร์ที่รองรับการสั่งการแบบไร้สายได้โดยตรง1

และเพื่อตอบรับความนิยมที่แพร่หลายของสมาร์ทโฟน แคนนอนจึงได้พัฒนาแอปพลิเคชั่น EOS Remote2 ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถสั่งการกล้อง EOS 6D แบบไร้สายจากสมาร์ทโฟนทั้งในระบบ iOS  และ Android3 ได้ทันทีผ่านระบบ Wi-Fi ที่ติดตั้งมาในตัวกล้อง คุณสามารถเลือกดูเฟรมและสั่งถ่ายภาพด้วยแอปพลิเคชั่น EOS Remote บนสมาร์ทโฟนได้อย่างอิสระ โดยไม่ต้องมองผ่านหน้าจอ LCD ของกล้องอีกต่อไป

นอกจากนี้ คุณยังสามารถเลือกโหมดการถ่าย ตั้งค่าต่างๆ ของกล้อง รวมถึงรับชมภาพที่ถ่ายผ่านสมาร์ทโฟนได้ทันที และกล้อง EOS 6D ยังตอบรับกระแส Social Network ด้วยความสามารถในการอัพโหลดภาพถ่ายและวิดีโอไปยัง Cloud server หรือเว็บยอดนิยมอย่าง Youtube Facebook และ Twitter ได้อย่างทันใจอีกด้วย

ฟังก์ชั่น GPS4 ที่ติดตั้งมาในตัวกล้อง เป็นเหมือนผู้ช่วยที่ยอดเยี่ยมและพร้อมเสมอสำหรับช่างถ่ายภาพผู้ต้องเดินทางเป็นประจำไปยังท้องถิ่นห่างไกล โดยข้อมูลเกี่ยวกับตำแหน่งที่อยู่ต่างๆ เช่น ลองกิจูด ละติจูด ความสูงจากระดับน้ำทะเล และเวลาในท้องถิ่น จะถูกบันทึกลงไปในภาพถ่าย และสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการผจญภัย ฟังก์ชั่น GPS logger ในกล้อง EOS 6D ยังสามารถระบุเส้นทางที่เคยเดินทางผ่านมาแล้ว รวมถึงบอกตำแหน่งที่เคยใช้ในการภาพถ่ายแต่ละภาพได้อย่างแม่นยำอีกด้วย ฟังก์ชั่นอัจฉริยะนี้จึงเป็นดั่งเพื่อนที่รู้ใจสำหรับช่างภาพที่ให้ความสำคัญกับการเก็บข้อมูลและรายละเอียดต่างๆ

 
1ต้องเป็นพรินเตอร์ที่รองรับระบบ DPS ผ่าน IP  
2EOS Remote เป็นแอปพลิเคชั่นจากแคนนอนที่ใช้งานได้ฟรี พัฒนาขึ้นเพื่อความสะดวกในการอัพโหลดรูปภาพไปยังเว็บ Social Network ต่างๆ โปรดตรวจสอบให้แน่ใจก่อนทำการอัพโหลดทุกครั้งว่าภาพดังกล่าวไม่มีข้อมูลหรือเนื้อหาที่อาจเสี่ยงต่อการละเมิดกฎหมายลิขสิทธิ์หรือความเป็นส่วนตัว แคนนอนไม่มีส่วนรับผิดชอบในข้อมูลหรือเนื้อหาของภาพใดๆ ที่ถูกอัพโหลดผ่านแอปพลิเคชั่นดังกล่าว

3 รองรับระบบปฏิบัติการ iOS เวอร์ชั่น 5.0 ขึ้นไป และ Android เวอร์ชั่น 2.3.3 ขึ้นไป อาจเสียค่าใช้จ่ายในการเชื่อมต่อแตกต่างกันไป
4 โปรดใช้ GPS โดยเคารพกฎหมายและข้อบังคับใช้ของประเทศหรือภูมิภาคนั้นๆ

Clear View II LCD Monitor

กล้อง EOS-1D X มาพร้อมหน้าจอ Clear View II LCD ขนาด 3.2 นิ้ว ความละเอียดประมาณ 1.04 ล้านจุด ให้มุมรับภาพที่กว้างเต็มตาพร้อมสีสันที่เป็นธรรมชาติและเที่ยงตรงสมจริง พื้นผิวหน้าจอที่ทำจากกระจกและแผงสั่งการผลิตจากคริสตัลเหลวถูกเคลือบอีกชั้นด้วยวัสดุกันสะท้อนเพื่อการรับชมภาพที่สะดวกและลดปัญหาแสงสะท้อนจากภายนอกได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการเลือกชมภาพที่ถ่ายเสร็จแล้ว การเลือกจุดโฟกัสในโหมด Live View หรือการถ่ายภาพเคลื่อนไหวแบบ Full HD คุณจะมั่นใจได้ว่าภาพที่แสดงบนหน้าจอมีแต่ความคมชัด สีสันที่สดใส และสีดำที่ดำสนิทจริงๆ  

Touch Screen LCD Monitor
ฟังก์ชั่นที่โดดเด่นอย่างหนึ่งของกล้อง EOS 650D ก็คือหน้าจอ LCD ระบบสัมผัส ด้วยจอมอนิเตอร์แบบ Vari-Angle Clear View LCD II ขนาด 3 นิ้ว ระบบสัมผัส เพิ่มความยืดหยุ่นและคล่องตัวให้กับการใช้งานด้วยการแสดงภาพที่คมชัดเหนือกว่า การสั่งการต่างๆ บนหน้าจอ เช่น การเลือกจุด AF หรือการสั่งถ่ายภาพในโหมด Live View ทำได้ง่ายดายด้วยระบบการควบคุมแบบมัลติทัชเช่นเดียวกับที่ใช้ในสมาร์ทโฟน เพียงใช้นิ้วปัดไปด้านข้างเพื่อเลือกชมภาพ หรือหมุนหน้าจอเพื่อชมภาพในแนวตั้งหรือแนวนอนตามต้องการ นอกจากนี้ ยังเคลือบฟิล์มกันเปื้อนที่ช่วยลดรอยนิ้วมือเพื่อให้หน้าจอสะอาดและสว่างชัดอยู่เสมอ
 

Vari-Angle LCD Monitor
A welcome addition for photographers on the lookout for fresh perspectives, the Vari-Angle LCD monitor that debuted with the EOS 650D is specially designed with a hinge to swivel out in almost any angle. Photographers shooting in any situation are able to simply twist and tilt the monitor for previously unattainable angles, while the display remains sharp and clear. The Vari-Angle LCD monitor is capable of tilting forward 180°, backwards 90°, and sideways 175° for flexible shooting in low and high angles.
 


Creative Filters

เพิ่มสีสันความสนุกให้การถ่ายภาพของคุณด้วยฟังก์ชั่น Creative Filter ที่อยู่ในกล้อง EOS หลากหลายรุ่น Creative Filters ช่วยให้คุณสนุกกับการสร้างสรรค์เอฟเฟคท์พิเศษให้ภาพถ่ายแบบไร้ขีดจำกัด อย่างที่อาจจะเคยทำได้แค่ในกล้องฟิล์ม กล้องที่ใช้เลนส์ชนิดพิเศษ หรือในกระบวนการตกแต่งภาพเท่านั้น

ฟิลเตอร์ต่างๆ อย่างเช่น Art Bold ให้เอฟเฟคท์แบบภาพวาดสีน้ำมัน Water Painting ให้เอฟเฟคท์ภาพวาดสีน้ำที่มีสีสันนุ่มนวลสบายตา ฟิลเตอร์ Toy Camera จะเพิ่มเงาดำบริเวณมุมภาพซึ่งเลือกระดับความมืดได้ นอกจากนี้ยังมีเอฟเฟคท์ที่ให้ภาพสมจริงเหมือนถ่ายด้วยฟิล์มขาวดำ อย่าง Grainy Black and White ซึ่งสามารถเลือกระดับค่าคอนทราสต์ได้  และฟิลเตอร์ที่จำลองรูปแบบจากเลนส์ tilt-shift อย่าง Miniature ที่ให้เอฟเฟคท์เสมือนภาพสามมิติด้วยการเล่นกับระยะชัดลึก (depth-of-field) ของภาพ  ฟิลเตอร์ Fisheye ให้เอฟเฟคท์แบบเดียวกับกล้องที่ถ่ายด้วยเลนส์ฟิชอาย และฟิลเตอร์ Soft Focus ก็ช่วยเพิ่มความอ่อนโยนให้ภาพเหมือนอยู่ในฝัน ซึ่งสามารถเลือกระดับความนุ่มนวลของภาพได้ตามต้องการ
 


Digital Photo Professional (DPP)

ช่างถ่ายภาพมืออาชีพที่สามารถจัดระบบการทำงานได้เป็นอย่างดีล้วนต้องอาศัยสิ่งหนึ่งที่สำคัญ นั่นคือเครื่องมือหรือซอฟท์แวร์ในการประมวลผลข้อมูลที่มีประสิทธิภาพซึ่งช่วยเพิ่มความเร็วในการพรีวิวและประมวลผลสำหรับการถ่ายภาพในแบบ RAW ซอฟท์แวร์จากแคนนอนรองรับการกำหนดขอบเขตสีทั้งแบบ sRGB, Adobe RGB และ Wide Gamut RGB ด้วยคุณสมบัติดังกล่าวทำให้กล้อง EOS สามารถใช้งานร่วมกับพรินเตอร์รุ่นล่าสุดของแคนนอนได้ โดยให้ภาพที่มีความละเอียดสูง พร้อมทั้งสนับสนุนขั้นตอนการจัดการทางด้านสีสันของภาพให้เป็นไปอย่างต่อเนื่องและดีเยี่ยม

ปัญหาพื้นฐานที่นักถ่ายภาพพบเป็นประจำก็คือภาพที่ออกมาไม่ชัดเคลียร์อย่างใจต้องการ ไม่ว่าจะเป็นความคลาด แสงเลี้ยวเบน และการเปิดรับแสงน้อยไปจากการใช้ฟิลเตอร์ low-pass ล้วนเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ภาพออกมาดูแย่กว่าที่ควรจะเป็น แต่ด้วยฟังก์ชั่นสุดล้ำอย่าง Digital Lens Optimizer ปัญหาดังกล่าวจะหมดไปด้วยการเจาะจงหาปัจจัยที่เป็นสาเหตุแล้วเปลี่ยนให้เป็นฟังก์ชั่นทางคณิตศาสตร์ (ฟังก์ชั่นการส่งข้อมูลทางภาพ – Optical Transfer Funtion หรือ OTF) จากนั้นจึงทำการเลือกฟังก์ชั่นผกผันเพื่อทำการแก้ความผิดพลาดทั้งหมดที่จำเป็น จนกระทั่งได้ผลลัพธ์เป็นภาพสุดท้ายที่ถูกแก้ไขเสร็จสมบูรณ์

ปัญหาความคลาด การเลี้ยวเบนของแสง หรือผลกระทบจากการใช้เลนส์ low-pass นั้นอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับเลนส์และกล้องแต่ละรุ่น รวมถึงปัจจัยในการถ่ายภาพด้วยเช่นกัน Digital Lens Optimizer จะใช้ฟังก์ชั่นผกผันที่สร้างค่าสูงสุดและคำนวณจากข้อมูลที่แม่นยำ เพื่อช่วยแก้ไขและชดเชยแม้แต่ปัญหาอย่างการคลาดของภาพที่ซับซ้อนและไม่สมมาตรอย่างเช่นความพร่าแสง เป็นต้น

Digital Image Optimizer ที่มีในซอฟท์แวร์ Digital Photo Professional ซึ่งมาพร้อมกล้อง EOS รุ่นล่าสุด จึงพร้อมให้คุณมั่นใจว่าจะได้ภาพที่คมชัดเสมอแม้จะถ่ายด้วยเลนส์ชนิดใดก็ตาม
 

Effective Direct Printing

กล้อง EOS DSLR ซึ่งรองรับระบบ PictBridge และ Direct Print สามารถเชื่อมต่อกับพรินเตอร์และทำการสั่งพิมพ์ภาพได้ทันทีโดยไม่ต้องต่อผ่านคอมพิวเตอร์ โดยสามารถครอปภาพ เลือกขนาดและชนิดของกระดาษ สั่งพิมพ์แบบหลายภาพ หรือสร้างดัชนีข้อมูลภาพถ่ายแบบสมบูรณ์ได้ด้วย

โฟโต้พรินเตอร์ PIXMA Pro-series ของแคนนอนเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่ทำให้กระบวนการถ่ายภาพจบลงอย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยประสิทธิภาพในการพิมพ์ที่เหนือชั้นและการจัดการทางด้านสีสันที่ยอดเยี่ยม ทำให้ภาพถ่ายคงความสวยงามสมจริงเสมอแม้ถูกพิมพ์ลงบนกระดาษ
 

Electronic Level

โหมดการแสดงผลบนหน้าจอแบบ Dual Axis Electronic Level ที่มีในกล้อง EOS เฉพาะรุ่น เป็นตัวช่วยสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการถ่ายภาพสถาปัตยกรรมหรือการถ่ายภาพมาโครให้ออกมาสวยสมบูรณ์แบบ โดยสามารถเลือกให้แสดงในช่องมองภาพหรือบนจอ LCD ในโหมด Live View หรือแสดงแบบเดี่ยวๆ ก็ได้ ในโหมดนี้ จะแสดงภาพหน้าจอที่ถูกปรับให้พลิกขึ้นทั้งในแนวแกนตั้งและแกนนอน (pitch and roll) ด้านละ 1 องศา ซึ่งช่วยเพิ่มความแม่นยำในการจัดองค์ประกอบภาพที่วัตถุที่ต้องการถ่ายมีขนาดใหญ่  

EOS Full HD Video

ประสิทธิภาพในการบันทึกภาพเคลื่อนไหวคุณภาพสูงของกล้อง EOS นั้นยอดเยี่ยมและใช้งานง่ายไม่แพ้ความสามารถในการบันทึกภาพนิ่งเลยทีเดียว ด้วยเทคโนโลยีล่าสุดที่อัดแน่นในกล้อง EOS หลากหลายรุ่น ช่วยให้คุณสามารถบันทึกภาพเคลื่อนไหวในแบบ HD ด้วยเส้นรบกวนที่ต่ำแม้จะถ่ายด้วยค่า ISO สูง และด้วยความละเอียดระดับ Full HD 1920 x 1080 คุณจึงสามารถเก็บบันทึกภาพฟุตเทจที่มีรายละเอียดครบถ้วนอย่างน่าประทับใจโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้ร่วมกับเลนส์ EF รุ่นต่างๆ ของแคนนอน ไม่ว่าจะเป็นเลนส์มุมกว้าง มาโคร ทิลท์-ชิฟท์ หรือฟิชอาย EOS system ก็พร้อมมอบทางเลือกที่หลากหลายในการสร้างสรรค์ภาพเคลื่อนไหวสุดครีเอทสำหรับคุณ ซึ่งครั้งหนึ่งอาจเคยทำได้แค่ในการถ่ายภาพนิ่งเท่านั้น

กล้อง EOS ช่วยให้การทำงานในขั้นตอนโฟสท์โปรดัคชั่นลื่นไหลและคล่องตัวอย่างเหนือชั้นด้วยฟอร์แมทของ HD video ที่หลากหลาย ฟอร์แมทการบีบอัดแบบ ALL-I ในกล้อง EOS 5D Mark III, EOS 6D และ EOS-1D X จะให้ไฟล์ขนาดใหญ่กว่าและสะดวกในการตัดต่อด้วยการบีบอัดแต่ละเฟรมแยกกัน ฟอร์แมทการบีบอัดแบบ IPB ให้ไฟล์ที่มีขนาดเล็กกว่าและใช้วิธีบีบอัดเฟรมเป็นกลุ่ม โดยยังคงคุณภาพและความคมชัดอย่างครบถ้วน

การบีบอัดแบบ ALL-I เฟรมจะถูกบีบอัดแบบแยกกัน โดยทุกเฟรมจะทำหน้าที่เป็นเหมือนคีย์เฟรม แม้การบีบอัดประเภทนี้จะทำให้ได้ไฟล์ที่มีขนาดใหญ่ แต่ก็สะดวกในการตัดต่อและเลือกลบบางเฟรมออกโดยไม่ทำให้คุณภาพของภาพเสียไป


การบีบอัดแบบ IPB เป็นการบันทึกข้อมูลเฟรมแบบกลุ่ม โดยทั้งเฟรมที่ถูกบันทึกก่อนหน้าและเฟรมที่อยู่ถัดไปจะถูกบีบอัดพร้อมกัน ช่วยให้ไฟล์โดยรวมมีขนาดเล็กกว่า จึงเหมาะกับการบันทึกเป็นระยะเวลานาน เพราะประหยัดพื้นที่และบันทึกได้นานกว่า


กล้อง EOS บางรุ่น มีฟังก์ชั่นการตัดต่อคลิปวิดีโอภายในตัว โดยสามารถเลือกตัดซีนแรกและซีนสุดท้ายของแต่ละคลิปออกได้เพื่อเก็บเฉพาะช่วงเนื้อหาสำคัญที่อยู่ตอนกลางคลิป ซึ่งนอกจากจะช่วยลดระยะเวลาในการทำโพสท์โปรดัคชั่นแล้ว ยังช่วยประหยัดพื้นที่หน่วยความจำในตัวกล้องด้วย โดยกล้อง EOS-1D X ยังมาพร้อม SMPTE-complaint time code ที่ฝังและบันทึกในตัวทั้งในโหมด P, Av, TV และ Manual

กล้อง EOS 600D ยังมาพร้อมฟังก์ชั่น Video Snapshot ใหม่ ในโหมดการถ่ายภาพเคลื่อนไหว โดยฟังก์ชั่นนี้จะให้คุณถ่ายคลิปวิดีโอสั้นๆ ความยาว 2 4 หรือ 8 วินาที แล้วรวมคลิปทั้งหมดเข้าด้วยกันเป็นคลิปเดียว ฟังก์ชั่นอัจฉริยะนี้ช่วยเพิ่มอิสระในการสร้างสรรค์ซีรี่ส์คลิปวิดีโอที่สนุกและน่าตื่นเต้นอยู่เสมอ  
 

Handheld Night Scene Mode

โหมดใหม่ล่าสุดสำหรับกล้อง EOS650D และ EOS 6D ก็คือ Handheld Night Scene ซึ่งกล้องจะถ่ายภาพต่อเนื่อง 4 ช็อตด้วยความเร็วชัตเตอร์สปีดสูงเพื่อกันการสั่นไหว จากนั้นภาพทั้ง 4 ช็อตจะถูกรวมและปรับเข้าด้วยกันภายในกล้องโดยอัตโนมัติ เพื่อให้ได้ภาพสุดท้ายที่สมบูรณ์แบบที่สุด เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับช่างภาพที่นิยมการถ่ายภาพในตอนกลางคืนโดยไม่ใช้ขาตั้งกล้อง  

HDR Mode

เพื่อให้ได้ภาพที่สวยงามชวนตะลึงพร้อมรายละเอียดที่ครบถ้วน กล้อง EOS 5D Mark III และ EOS 6D จึงมาพร้อมโหมด High Dynamic Range (HDR) ซึ่งจะทำการถ่ายภาพที่มีความสว่างต่างกัน 3 ระดับ แล้วรวมเข้าด้วยกันจนออกมาเป็นภาพสุดท้าย วิธีการดังกล่าวช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่าภาพที่ได้จะมีรายละเอียดครบถ้วนทั้งในส่วนที่เป็นเงามืดและส่วนที่สว่างจ้า

ด้วยค่าที่เลือกปรับได้ถึง ±3 stops และการตั้งค่าเอฟเฟคท์ที่เลือกได้ 5 ชนิด โหมด HDR ในกล้อง EOS 5D Mark III ได้ขยายค่าพารามิเตอร์ของรายละเอียดในส่วนมืดและสว่างที่กล้องสามารถบันทึกได้จริง เพื่อสร้างสรรค์ภาพที่มีความสว่างสดใสและมีรายละเอียดครบครันอย่างเหลือเชื่อและมอบผลลัพธ์ที่น่าประทับใจ

อีกหนึ่งโหมดอัตโนมัติที่ถูกเพิ่มเข้ามาล่าสุดใน Mode Dial ของกล้อง EOS 650D และ EOS 6D ก็คือโหมด HDR Backlight Control ในโหมดนี้ กล้องจะทำการถ่ายภาพต่อเนื่องกัน 3 ช็อต ที่ระดับความสว่างต่ำกว่าปกติ มาตรฐาน และมากกว่าปกติ จากนั้นภาพทั้งสามจะถูกรวมเข้าด้วยกันและปรับระดับความสว่างให้สมดุลโดยอัตโนมัติภายในกล้อง ได้ผลลัพธ์เป็นภาพสุดท้ายที่สูญเสียรายละเอียดในส่วนที่สว่างและเงามืดน้อยที่สุด โดยเฉพาะภาพที่ถ่ายแบบย้อนแสง
 

Live View AF

ด้วยฟังก์ชั่น Hybrid CMOS AF และ Touch AF ทำให้กล้อง EOS 650D เป็นคำตอบที่ยอดเยี่ยมสำหรับการถ่ายภาพในสภาวะที่มีแสงไม่คงที่และวัตถุที่ถ่ายมีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา

ฟังก์ชั่น Hybrid CMOS AF ประกอบด้วยเม็ดพิกเซลซึ่งมีบทบาทสำคัญสำหรับการโฟกัสแบบ phase detection และช่วยคาดการณ์ตำแหน่งวัตถุที่จะถ่าย ในโหมด Live View โดย phase detection จะใช้ในการประเมินระยะโฟกัสที่ถูกต้องในขั้นต้น ก่อนที่ contrast detection จะทำการปรับตำแหน่งโฟกัสดังกล่าวให้ถูกต้องแม่นยำยิ่งขึ้น

การผสานสองเทคโนโลยี AF ที่ยอดเยี่ยมนี้ ทำให้การโฟกัสในโหมด Live View และการถ่ายภาพเคลื่อนไหวเป็นไปได้ด้วยความรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น  จุด AF จะคงที่ขณะที่กล้องโฟกัสติดตามวัตถุที่อยู่ภายในเฟรมอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งทำการถ่ายภาพ คุณยังสามารถเลือกตำแหน่ง AF ที่เจาะจงบนวัตถุโดยการสัมผัสบนหน้าจอทัขสกรีนของกล้องได้โดยตรง

ระบบการออโต้โฟกัสในโหมด Live View นั้นมีหลากหลาย ทั้ง Face+Tracking, FlexiZone-Multi, FlexiZone-Single และ Quick mode สำหรับโหมด Face+Tracking ระบบจะสามารถติดตามและจับโฟกัสบนใบหน้าได้แม้ในมุมข้าง โดยจุด AF จะติดตามใบหน้า และหากตรวจพบใบหน้ามากกว่าหนึ่ง ก็สามารถเปลี่ยนจุด AF ไปยังใบหน้าที่ต้องการได้ด้วย

สำหรับการโฟกัสวัตถุที่เคลื่อนไหว FlexiZone-Multi เป็นโหมดที่เหมาะสม เพราะครอบคลุมพื้นที่การโฟกัสได้มากกว่าโดยใช้วิธีการเลือกจุด AF ได้สูงสุดถึง 31 จุด หรือ 9 โซน และในโหมด FlexiZone-Single กล้องจะเลือกจุด AF จุดเดียวบนวัตถุที่จะถ่าย หากต้องการเปลี่ยนจุดก็เพียงแค่แตะบนหน้าจอ LCD สำหรับ Quick mode กล้องจะทำการเลือกจุด AF แบบหลายจุดให้โดยอัตโนมัติ หรือคุณอาจเลือกจุด AF เพียงจุดเดียวบนหน้าจอได้ด้วยตัวเอง การเลือกแบบอัตโนมัตินี้ขึ้นอยู่กับจำนวน AF points ที่มีมาให้ในช่องมองภาพซึ่งอาจแตกต่างกันไปในกล้องแต่ละรุ่น

 

Live View Function

ฟังก์ชั่น Live View Shooting ที่เป็นเอกลักษณ์ของแคนนอน เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางจากบรรดาช่างภาพชั้นนำทั่วโลก เพราะสามารถเลือกองค์ประกอบการจัดวางและสั่งการถ่ายภาพได้โดยตรงจากหน้าจอ LCD ของกล้อง สามารถสั่งซูมภาพได้ถึง 10 เท่าเพื่อการเช็คโฟกัส โดยเลื่อนเพื่อดูองค์ประกอบภาพไปได้พร้อมกัน และเลือกแสดงเส้นกริดซ้อนทับเพื่อความสะดวกในงานถ่ายภาพสถาปัตยกรรมได้ ฟังก์ชั่น Live View นี้สามารถสั่งการแบบทางไกลจากในสตูดิโอได้โดยการเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ผ่านช่องต่อ USB ของตัวกล้อง หรือเชื่อมต่อแบบไร้สายผ่านระบบ Wireless File Transmitter  

Movie Servo AF

ฟังก์ชั่น Movie Servo AF ในกล้อง EOS 650D ใช้ประโยชน์จาก Hybrid CMOS AF ในการโฟกัสแบบติดตามที่ให้ความเที่ยงตรงสูง โดยกล้องจะทำการล็อคใบหน้าของวัตถุหรือบุคคลที่กำลังเคลื่อนไหวเพื่อรักษาวัตถุที่จะถ่ายให้อยู่ในโฟกัสตลอดเวลาไม่ว่าจะเคลื่อนที่หรือขยับไปทางไหน หรือแม้แต่ระยะห่างจากวัตถุถึงกล้องจะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา Movie Servo AF สามารถใช้งานร่วมกับเลนส์หลายรุ่นจากแคนนอน  

Multiple Exposure Mode

อีกหนึ่งโหมดที่สร้างสรรค์สำหรับกล้อง EOS-1D X และ EOS 5D Mark III โดยเฉพาะคือ Multiple Exposure หรือโหมดการถ่ายภาพซ้อนซึ่งในอดีตทำได้แค่ในกล้องฟิล์มเท่านั้น กล้องทั้ง 2 รุ่นนี้มาพร้อมโหมดการถ่ายภาพซ้อนซึ่งสามารถเลือกการตั้งค่า exposure ที่แตกต่างกันได้ 4 รูปแบบ คือ  Additive, Average, (Comparative) Bright และ (Comparative) Dark เพื่อความสว่างและการจัดวางองค์ประกอบภาพที่แตกต่างกัน โดยในกล้อง EOS 6D สามารถเลือกได้ 2 รูปแบบคือ Average และ Additive การถ่ายภาพซ้อนในสกุลไฟล์ RAW ภาพทั้งหมดจะถูกรวมเข้าด้วยกันและเซฟเป็นภาพสุดท้ายในสกุล JPEG ซึ่งสามารถชมภาพที่ถูกซ้อนรวมกันและแก้ไขได้ทันทีบนหน้าจอ LCD  

Picture Style & Picture Style Editor

กล้อง EOS ทุกรุ่นมาพร้อมฟังก์ชั่น Picture Style ที่ช่วยตั้งค่ากล้องได้ง่ายๆ ตามอารมณ์หรือสิ่งที่ต้องการถ่าย ซึ่งสามารถเลือกได้ทั้ง Standard, Portrait, Landscape, Neutral, Faithful และ Monochrome

ในโหมด Standard ภาพที่ได้จะมีความคมชัด ปรับโทนและความอิ่มของสีสันให้ภาพสดใส แต่หากต้องการถ่ายภาพคน โหมด Portrait จะให้ภาพที่ดูเป็นธรรมชาติกว่าด้วยความคมชัดที่ถูกปรับลดลงและสีผิวที่ดูนุ่มนวลยิ่งขึ้น ตรงกันข้าม ในการถ่ายภาพทิวทัศน์ที่ดูยิ่งใหญ่ตระการตา โหมด Landscape จะให้ภาพที่มีเส้นขอบคมชัดและขับเน้นสีฟ้าและเขียวของบรรยากาศกลางแจ้งให้ดูสดใสเต็มอิ่มยิ่งขึ้น

คุณสามารถปรับตั้งค่าโทนสี ความสว่าง คอนทราสต์ และโฟกัสแบบแมนวลสำหรับทุกโหมดได้ตามต้องการ ตัวเลือกโหมดต่างๆ นี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับรูปแบบการถ่ายภาพที่หลากหลายเช่นเดียวกับการเลือกชนิดของฟิล์มให้เหมาะกับสภาวะการถ่ายภาพสำหรับกล้องฟิล์มนั่นเอง ในกล้อง EOS DSLR บางรุ่นจะมีโหมด Picture Style Auto เพื่อการปรับแต่งค่าที่ง่ายยิ่งขึ้นตามประเภทของซีนที่กล้องสามารถตรวจพบได้โดยอัตโนมัติ

คุณยังสร้างสรรค์โหมดภาพเพิ่มเติมได้ด้วยตัวเองผ่านโปรแกรม Picture Style Editor จากแคนนอน โดยสามารถดาวน์โหลดคอนเทนท์เสริมของ Picture Style ได้จากเว็บไซต์ http://web.canon.jp/imaging/picturestyle/file/.
 

Remote Capture Via Computer

บางครั้งการถ่ายภาพโดยมองผ่านช่องมองภาพก็ทำให้เกิดปัญหาที่ไม่พึงประสงค์อย่างเช่น มุมภาพที่ดูอึดอัดหรือมุมมองที่ไม่ได้อย่างใจ ปัญหาเหล่านี้แก้ไขได้ ด้วยฟังก์ชั่น Canon Remote Live View ซึ่งช่วยให้คุณถ่ายภาพผ่านคอมพิวเตอร์ได้ โดยคุณสามารถมองเห็นเฟรมภาพผ่านทางหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อพิจารณารายละเอียดต่างๆ เช่น โฟกัส ลายซ้อน สี องค์ประกอบ แสง และความสว่าง เมื่อได้องค์ประกอบภาพตามที่ต้องการก็สั่งกดปุ่มชัตเตอร์จากคอมพิวเตอร์เพื่อทำการถ่ายภาพได้ทันที  

Scene Intelligent Auto

นี่คือฟังก์ชั่นทรงอานุภาพที่ผสาน 5 เทคโนโลยีสุดล้ำจากกล้อง EOS DSLR เข้าไว้ด้วยกัน Scene Intelligent Auto จะทำการประมวลผลทุกรายละเอียดในภาพเช่น ใบหน้า สีสัน ความสดใส การเคลื่อนไหว และคอนทราสต์ ก่อนจะขับเน้นองค์ประกอบต่างๆ ทั้งหมดให้ออกมาเป็นภาพที่สมบูรณ์แบบและมีพลังดึงดูดมากที่สุด ใบหน้าจะถูกทำให้คมชัดขึ้น สีสันจะถูกปรับให้สดใส แสงสว่างจะถูกเร่งให้ชัด การเคลื่อนไหวต่างๆ จะออกมาลงตัว และคอนทราสท์ก็จะถูกปรับให้สมดุลที่สุด  

Canon PIXMA Photo Printers

เติมเต็มประสบการณ์แห่งการถ่ายภาพสวยสมบูรณ์แบบจากกล้องและอุปกรณ์เสริมครบครันใน EOS System ด้วยโฟโต้พรินเตอร์ Canon PIXMA องค์ประกอบขั้นตอนสุดท้ายเพื่อความสมบูรณ์แบบในโลก EOS ของคุณ โฟโต้พรินเตอร์ PIXMA พร้อมถ่ายทอดภาพของคุณให้ออกมาสวยงามไร้ที่ติ ด้วยกระดาษหลากหลายชนิดและขนาดที่คุณเลือกได้ตามต้องการ  

EF Lens

เลนส์ EF ที่เลื่องชื่อจากแคนนอน คือไอค่อนแห่งความยอดเยี่ยมระดับโลก เป็นตัวแทนที่สื่อความหมายของภาพถ่ายแบบดิจิตอลคุณภาพเหนือระดับ จากการค้นคว้าและสร้างสรรค์อย่างมุ่งมั่นตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา คงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเลนส์ EF คือผลลัพธ์จากการรวมเทคโนโลยีทางด้านภาพ ไมโครอิเลคทรอนิกส์ และการผลิตที่ยอดเยี่ยมเข้าด้วยกัน

ด้วยเลนส์คุณภาพที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายมากกว่า 60 ชนิด แคนนอนยังคงเดินหน้าสร้างสรรค์เลนส์ชนิดใหม่ๆ ที่ผลิตจากวัสดุชั้นเยี่ยมเฉพาะตัว สารเคลือบชนิดพิเศษ และ Optical Image Stabilizer ในตัว

 




L-Series Lens
ช่างภาพระดับโปรต่างให้การยอมรับเลนส์ L-Series ในฐานะเลนส์คุณภาพเยี่ยมที่สุด ด้วยลักษณะเด่นคือวงแหวนสีแดงรอบกระบอกเลนส์ที่เป็นเอกลักษณ์ เลนส์ชนิดนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นเลนส์ที่ดีที่สุดในบรรดาเลนส์ EF ทั้งหมด และเป็นตัวอย่างที่ดีของการใช้เทคโนโลยีสุดล้ำสมัยจากแคนนอนอย่างเช่น ชิ้นแก้ว Ultra-low Dispersion UD การใช้ Fluorite และ Aspherical เป็นส่วนประกอบ และการเคลือบเลนส์แบบ Super Spectra Coating

EF-S Lens
เพื่อรองรับกล้อง EOS DSLR รุ่นที่ใช้เซ็นเซอร์ APS-C เลนส์ชนิดนี้จึงเหมาะกับกล้องที่มีเซ็นเซอร์ขนาดเล็กด้วยการออกแบบให้มีขนาดเล็กและน้ำหนักเบาแต่ยังคงประสิทธิภาพครบถ้วนเพื่อให้ภาพที่ยอดเยี่ยม เลนส์ EF-S มาพร้อมความยาวโฟกัสที่หลากหลายและครอบคลุมพร้อมเทคโนโลยีทางด้านภาพใหม่ล่าสุด

Specialty Lens
Fisheye - เลนส์ฟิชอายแบบฟูลเฟรมสามารถโฟกัสในระยะใกล้สุดถึง 8 นิ้ว (0.2 ม.) โดยให้เอฟเฟคท์ภาพบิดเบี้ยวทั้งแบบพาโนรามามุมกว้างมากเป็นพิเศษและแบบวงกลม ด้วยคุณสมบัติให้ภาพคมชัดเป็นพิเศษตลอดทางยาวเลนส์ จึงเหมาะสำหรับการถ่ายภาพมุมกว้างมากๆ และภาพที่ต้องการเอฟเฟคท์พิเศษ

TS-E - เลนส์ทิลท์-ชิฟท์ แบบพิเศษที่ทำให้ทุกการสร้างสรรค์ภาพที่ต้องการเป็นจริงได้ด้วยระบบการเคลื่อนไหวแบบทิลท์และชิฟท์ที่เป็นเอกลักษณ์ ในการทิลท์ กล้องจะสามารถเก็บระยะชัดลึกของภาพได้กว้างขึ้นแม้จะตั้งค่ารูรับแสงสูงสุดและวัตถุที่โฟกัสอยู่ใกล้แบบเต็มที่ สำหรับการชิฟท์ เพอร์สเปคทีฟของภาพจะถูกปรับให้ถูกต้องในแทบทุกมุม ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับการถ่ายวัตถุที่มีความสูงมากอย่างเช่นตึกและอาคารต่างๆ

Macro - เลนส์ในอุดมคติสำหรับการถ่ายภาพวัตถุที่มีขนาดเล็กจิ๋ว สามารถเก็บทุกรายละเอียดเล็กน้อยที่สายตามนุษย์ไม่อาจเก็บได้หมด

Softfocus - เลนส์ EF 135mm f/2.8 ซึ่งมาพร้อม Softfocus เป็นเลนส์พื้นฐานที่ถูกออกแบบสำหรับการถ่ายภาพพอร์ทเทรต เลนส์ชนิดนี้สามารถตั้งค่าการแก้ความคลาดทรงกลมได้ 3 แบบ เพื่อปรับระดับความคมชัดหรือความนุ่มนวลของโฟกัสตามต้องการ จึงเหมาะสำหรับภาพที่ต้องการแสงและสีที่นุ่มนวลกว่าปกติ

 





GPS Receivers*

ตัวรับสัญญาณ GPS เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับช่างภาพในท้องถิ่นที่ห่างไกลหรือในต่างประเทศ เพราะสามารถบันทึกรายละเอียดข้อมูลตำแหน่งที่อยู่ เช่น ละติจูด ลองกิจูด  ความสูงจากระดับน้ำทะเล และทิศทางได้ โดยสามารถใช้เป็นเครื่องมือ GPS เพียงอย่างเดียว หรือเป็นเข็มทิศดิจิตอลได้ด้วย นอกจากนี้ ยังมาพร้อมฟังก์ชั่นการปรับจูนเวลาโดยอัตโนมัติ จึงนับเป็นอุปกรณ์สารพัดประโยขน์ที่ขาดไม่ได้สำหรับช่างภาพผู้รักการเดินทางเป็นกิจวัตร

* ในบางประเทศหรือภูมิภาค การใช้ GPS อาจเป็นสิ่งผิดกฎหมาย กรุณาใช้ GPS โดยเคารพกฎหมายและข้อบังคับในประเทศหรือภูมิภาคที่ท่านอยู่


 

Speedlite Range

สปีดไลท์หรือแฟลชเสริมภายนอกของแคนนอนคืออุปกรณ์สำคัญในการสร้างสรรค์แสงสว่างที่สมบูรณ์แบบให้กับวัตถุแทบทุกประเภท ไม่ว่าคุณจะเป็นช่างภาพมืออาชีพหรือตากล้องสมัครเล่นก็สามารถใช้งานแฟลชสปีดไลท์ได้อย่างง่ายดายด้วยเทคโนโลยีที่ตอบทุกความต้องการของทุกงานถ่ายภาพได้อย่างดีเยี่ยม

เซ็นเซอร์ในตัวที่มาพร้อมกับกล้อง EOS ส่วนใหญ่จะทำหน้าที่คำนวณแสงที่สะท้อนจากวัตถุที่ถ่าย เพื่อกำหนดเป็นค่าความสว่างสำหรับออโต้แฟลชของสปีดไลท์ ระบบการวัดแสงออโต้แฟลชแบบ E-TTL II จะควบคุมระดับความสว่างของแฟลชกับข้อมูลระยะห่างจากวัตถุสำหรับเลนส์ EF รุ่นที่รองรับ การวัดแสงแบบ E-TTL II จะช่วยลดการเกิดสภาวะแสงน้อยกว่าปกติจากการสะท้อนโดยตรงเช่นเดียวกับสภาวะแสงมากกว่าปกติเมื่อช่างภาพทำการล็อคและโฟกัสใหม่อีกครั้ง

LED light – สปีดไลท์ 320EX ซึ่งมาพร้อมไฟ LED ในตัว ใช้สำหรับการให้แสงในการถ่ายภาพเคลื่อนไหวหรือใช้เป็นไฟสำหรับแบบถ่าย สปีดไลท์รุ่นนี้ใช้ถ่าน AA สองก้อน ซึ่งเมื่อชาร์จเต็มที่จะสามารถให้แสงสว่าง LED ได้นานถึงสี่ชั่วโมง จึงเหมาะกับการถ่ายต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน
 

Wireless File Transmitters

ส่งภาพอย่างปลอดภัย
ระบบ Wireless File Transmitter ของแคนนอน คือระบบการส่งภาพถ่ายจากกล้องไปยังคอมพิวเตอร์หรือเซิฟเวอร์ FTP แบบไร้สายด้วยความเร็วสูง เลข IP ส่วนตัวของช่างภาพแต่ละคนจะถูกเก็บรักษาเป็นความลับ และการส่งภาพก็มีความปลอดภัยสูงด้วยระบบ FTP ไม่ว่าจะเป็นการส่งภาพไปยังคอมพิวเตอร์ในอาคาร ผ่านทางเครือข่าย หรืออินเตอร์เน็ต หากการส่งครั้งแรกไม่สำเร็จ ระบบจะทำการเชื่อมต่อเครือข่ายใหม่ และทำการส่งอีกครั้งโดยอัตโนมัติด้วยฟังก์ชั่นส่งซ้ำ

Wireless LAN
เมื่อใช้ระบบ Wireless File Transmitter ในโหมด HTTP จะทำให้ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อกับกล้องได้พร้อมกัน 3 คนผ่านทางเว็บบราวเซอร์

ความสามารถสุดล้ำในการสั่งการแบบทางไกลของอุปกรณ์เสริมนี้ช่วยให้ช่างภาพสามารถเชื่อมต่อกล้องเข้ากับคอมพิวเตอร์ที่ใช้การเชื่อมต่อแบบ PTP ด้วยการเชื่อมกล้องมาสเตอร์หนึ่งตัวหลักเข้ากับกล้องลูกสิบตัวพร้อมกัน ทำให้สามารถถ่ายภาพแบบกลุ่มได้ด้วยอุปกรณ์เสริม LAN แบบไร้สาย นอกจากนี้ เจ้าของกล้องยังสามารถควบคุมการทำงานของกล้องตนเองได้อย่างง่ายดายผ่านทางอุปกรณ์ใดๆ ก็ตามที่มีบราวเซอร์อีกด้วย นี่จึงเป็นเหมือนฝันที่เป็นจริงสำหรับการถ่ายภาพไฟป่าหรือภาพกีฬาที่ต้องการภาพถ่ายจากหลายมุมในเวลาเดียวกัน

WFT-E6A (สำหรับกล้อง EOS-1D X) และ WFT-E7A ใหม่ (สำหรับกล้อง EOS 5D Mark III) มาพร้อมขนาดที่เล็กและน้ำหนักเบาจึงไม่เพิ่มภาระให้กับกล้อง ตัวส่งสัญญาณคุณภาพสูงนี้ส่งผ่านข้อมูลได้เร็วกว่าด้วยมาตรฐาน IEEE 802.11 a/b/g/n ผ่านการเชื่อมต่อ LAN แบบไร้สาย โดย WFT-E6A ยังสามารถเชื่อมต่อผ่านบลูทูธได้ด้วย ขณะที่ WFT-E7A จะเชื่อมต่อผ่านฮอทชูหรือ USB
 

Wireless Multiple Flash System

ด้วยอัจฉริยภาพแห่งเทคโนโลยีไร้สายและแฟลชสปีดไลท์ ปัญหาการเชื่อมต่อผ่านเส้นสายที่ยุ่งเหยิงจะหมดไป และการถ่ายภาพโดยใช้แฟลชหลายตัวก็จะกลายเป็นเรื่องง่ายกว่าเคย master unit โดยทั่วไปหมายถึงตัวส่งสัญญาณแฟลชหลักซึ่งจะเชื่อมต่อกับตัวกล้อง EOS DSLR (กล้อง EOS บางรุ่นจะมี Integrated Speedlite Transmitter มาให้ด้วย) และอีกส่วนที่เรียกว่า slave units ก็คือไฟแฟลชย่อยที่ถูกติดตั้งในตำแหน่งต่างๆ ห่างจากตัวกล้อง

สปีดไลท์จะทำงานโดยการส่งสัญญาณวิทยุหรืออินฟราเรด โดย master unit ของสปีดไลท์สามารถควบคุมการทำงานของแฟลชได้ถึง 5 กลุ่ม ด้วยจำนวนมากสุดถึง 15 slave units ด้วยการสั่งการทางคลื่นวิทยุผ่านการส่งสัญญาณแบบไร้สาย 2 ทิศทางได้ไกลถึง 30 เมตร ในกล้อง EOS รุ่นท็อปที่มีระบบสั่งการแฟลชจะสามารถควบคุม slave units ได้ตั้งแต่ 3 ถึง 5 กลุ่ม และกล้อง EOS รุ่นอื่นๆ สามารถสั่งการควบคุม slave units ได้ถึง 2 กลุ่ม

สปีดไลท์รุ่นล่าสุดใช้ระบบการสั่งการแฟลชไร้สายแบบ Radio Wireless  ซึ่งใช้คลื่นความถี่วิทยุ 2.4GHz ในการควบคุม slave units ด้วยวิธีการส่งสัญญาณคลื่นวิทยุนี้ จะทำให้สปีดไลท์ทำการสั่งการได้ครอบคลุมและดียิ่งขึ้นโดยไม่ต้องกังวลเรื่องสิ่งกีดขวางการส่งสัญญาณระหว่าง master และ slave units อีกต่อไป
 
ความมุ่งมั่นที่ไม่หยุดยั้งเพื่อก้าวสู่ความเป็นเลิศทางด้านเทคโนโลยีการถ่ายภาพของแคนนอน พิสูจน์ได้ด้วยความสมบูรณ์แบบของภาพถ่ายที่ได้จากกล้อง EOS DSLR สีสันที่สดสวยชวนตะลึงและคุณภาพของภาพที่ยอดเยี่ยม คือมาตรฐานเหนือระดับที่คุณจะได้รับจากกล้องของแคนนอนทุกรุ่น
กล้อง EOS DSLR คือผู้นำความล้ำหน้าแห่งนวัตกรรมการถ่ายภาพที่ถูกรังสรรค์ขึ้นจากเทคโนโลยีที่ยอดเยี่ยม เพื่อมอบที่สุดแห่งประสบการณ์การถ่ายภาพเหนือระดับ และสร้างนิยามแห่งคำว่า “ประสิทธิภาพ” ที่เป็นได้มากกว่า
ด้วยความก้าวล้ำตามเทรนด์ใหม่แห่งการถ่ายภาพอย่างไม่หยุดนิ่งโดยยังคงคุณภาพและความน่าเชื่อถือด้านเทคโนโลยีที่ยอดเยี่ยมเสมอมา กล้อง EOS จึงเป็นกล้องในอุดมคติสำหรับนักถ่ายภาพผู้แสวงหาวิธีการที่แตกต่างในการถ่ายทอดอัจฉริยภาพและความสร้างสรรค์ของตนเอง
สัมผัสนิยามใหม่แห่งการถ่ายภาพดิจิตอลจาก EOS System ที่ครอบคลุมเทคโนโลยีด้านภาพถ่ายมากที่สุดจากแคนนอน ไม่ว่าจะเป็นกล้อง เลนส์แบบเปลี่ยนได้ แฟลชภายนอก และอุปกรณ์เสริมอื่นๆ อีกมากมาย